Photo by Kanchanara on Unsplash

ผมมีโอกาสได้ไปเรียนคอร์ส Self in systems กับ Tong Yee มา เป็นคอร์สที่หนักหน่วงแต่ก็ได้เรียนอะไรเยอะมาก และสิ่งหนึ่งที่ผมหยิบมาแบ่งปันในวันนี้คือความกังวลกับความหวัง

ความแตกต่าง

ความกังวลคือโอกาสที่จะเกิดเรื่องร้าย ๆ ในอนาคต ส่วนความหวังคือโอกาสที่จะเกิดเรื่องดี ๆ ในอนาคต

ความเหมือน

คือทั้งสองอย่างเป็นสิ่งที่เรามโนขึ้นมาเองทั้งคู่

และในเมื่อทั้งคู่เป็นสิ่งที่เรามโนเอง ทำไมเราไม่เลือกมโนที่มีประโยชน์กับเราหล่ะ? ความกังวลทำให้ศักยภาพของเราลดลงเพราะความเครียด ส่วนความหวังทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น

พอได้เรียนรู้แบบนี้ เมื่อไหร่ที่ผมรู้ตัวว่าผมกังวล ผมจะถอดรหัสว่าความรู้สึกกังวลนี้ว่ามันกำลังเตือนผมให้ระวังอะไร หลังจากที่เตรียมการเท่าที่จะทำได้แล้ว ผมจะพลิกเหรียญความกังวลกลับมาเป็นความหวัง แล้วดำเนินชีวิตต่อด้วยอารมณ์มีความหวังต่อไป

ขอปิดท้ายด้วย quote จาก Vance Havner

Worry is like a rocking chair, it will give you something to do, but it won’t get you anywhere. — Vance Havner

--

--

ข้อสังเกต vs ข้อสังเกตปนการการตีความ

Photo by Adeolu Eletu on Unsplash

บทความนี้เป็นหนึ่งในซีรี่ย์ของ NVC key differentiations สำหรับคนที่ไม่รู้จัก key differentiations มาก่อน เล่าคร่าว ๆ คือของ 2 สิ่งที่เราต้องแยกออกจากกันให้ได้ เพราะด้านซ้ายจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสื่อสาร ส่วนด้านขวาจะทำร้ายความสัมพันธ์

ข้อสังเกต

เป็นข้อเท็จจริงที่เราสังเกตได้ผ่านประสามสัมผัสของเรา ความพิเศษของข้อเท็จจริงคือ เราสามารถแบ่งปันข้อเท็จจริงจากประสบการณ์ของเราให้ผู้อื่นรับรู้ได้ง่าย โดยไม่กระตุ้นให้ผู้รับรู้สึกต่อต้าน

ข้อสังเกตปนการตีความ

ข้อสังเกตปนการตีความ จะมีการตีความของผม ซึ่งอิงจากบรรทัดฐาน ความเชื่อ หรือหลักการของผมเจือปนอยู่ในสิ่งที่ผมสังเกตได้ด้วย งานวิจัยบอกว่า โดยเฉลี่ยประมาณ 95% ที่เราคิดว่าเป็นข้อสังเกตนั้น จริง ๆ แล้วมีการตีความของเราเจือปนอยู่ด้วย

และเพราะการตีความของผมอิงจากหลักการของผมเอง คนอื่นที่อาจจะยึดในหลักการที่แตกต่างอาจจะยอมรับข้อสังเกตปนการตีความของผมได้ยาก ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพในการสื่อสารลดลง

ทำไมต้องแยกสองสี่งนี้ออกจากกัน

นอกจากที่การตีความจะลดโอกาสที่ผู้ฟังจะได้ยินผมแล้ว การตีความของผมจะกระตุ้นให้ผมเกิดความรู้สึกต่าง ๆ กับเรื่องราวที่ผมเผชิญ ผมสามารถรู้สึกโกรธ กลัว หรือเศร้าจากเรื่องเดียวกันที่ผมประสบก็ได้ ขึ้นกับว่าผมตีความมันว่าอย่างไร

สรุปแล้ว ข้อสังเกตที่เจือปนด้วยการตีความ นอกจากจะส่งผลกระทบให้ใจผมไม่เป็นกลางแล้ว เมื่อสื่อสารอออกไปก็ไปกระทบให้ใจผู้ฟังไม่เป็นกลางด้วย ซึ่งจะลดโอกาสที่เราจะได้ยินกัน

ถ้าเราแยกข้อสังเกตกับการตีความออกจากกันได้ จะเปิดโอกาสให้เราทบทวนการตีความใหม่ บางคนเรียกทักษะนี้ว่า reframing ซึ่งเปิดโอกาสให้กับมุมมองใหม่ ๆ และทิศทางของบทสนทนาใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์ได้

บทความที่เกี่ยวข้อง

--

--

เวลาผมสอนสกรัม ก่อนที่จะเริ่มสปริ้นท์ ผมมักจะให้ PO และทีมจับมือกัน การจับมือนี้เป็นสัญญาจากทั้งสองฝ่าย PO สัญญาว่าไม่ว่าสถานการณ์ทางธุรกิจจะผันผวนยังไง PO จะไม่เปลี่ยน requirement แล้ว ในขณะเดียวกันทีมก็สัญญาว่าจะทำอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายของสปรินท์ที่วางแผนไว้ จริง ๆ แล้วการจับมือเป็นเทคนิคช่วยจำเฉย ๆ เหมือนกับเวลาเราเรียนหนังสือแล้วเราก็อยากจะจดไปด้วยทั้ง ๆ ที่คนสอนเค้าก็แจกสไลด์นั่นแหละ เราไม่ได้จดเพราะว่าอยากได้เนื้อหาแต่เพราะเราอยากให้ร่างกายได้ประมวลผลข้อมูลเดียวกันทั้งรูปแบบการฟังและการเขียนเพื่อให้เราจดจำได้นานขึ้น

จับมือก่อนเริ่ม sprint ทำไม
จับมือก่อนเริ่ม sprint ทำไม
Photo by Hannah Busing on Unsplash

เวลาผมสอนสกรัม ก่อนที่จะเริ่มสปริ้นท์ ผมมักจะให้ PO และทีมจับมือกัน

การจับมือนี้เป็นสัญญาจากทั้งสองฝ่าย PO สัญญาว่าไม่ว่าสถานการณ์ทางธุรกิจจะผันผวนยังไง PO จะไม่เปลี่ยน requirement แล้ว ในขณะเดียวกันทีมก็สัญญาว่าจะทำอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายของสปรินท์ที่วางแผนไว้

จริง ๆ แล้วการจับมือเป็นเทคนิคช่วยจำเฉย ๆ เหมือนกับเวลาเราเรียนหนังสือแล้วเราก็อยากจะจดไปด้วยทั้ง ๆ ที่คนสอนเค้าก็แจกสไลด์นั่นแหละ เราไม่ได้จดเพราะว่าอยากได้เนื้อหาแต่เพราะเราอยากให้ร่างกายได้ประมวลผลข้อมูลเดียวกันทั้งรูปแบบการฟังและการเขียนเพื่อให้เราจดจำได้นานขึ้น

การจับมือก็ทำให้ commitment แข็งแรงขึ้นในลักษณะเดียวกัน

แล้วทำไมถึงต้องพยายามทำคอมมิทเม้นท์ให้แข็งแรงด้วย?

ถ้าใครที่มีประสบการณ์การทำสกรัมมาซักระยะจะเห็นว่าในทุก ๆ สปริ้นท์มันมีโอกาสสูงมากที่เราจะเจอกับอุปสรรคที่ท้าทาย ไม่แน่ใจเราจะผ่านมันไปได้ไหม

When confronted with a challenge, the committed heart will search for a solution. The undecided heart searches for an escape

ต่อหน้าอุปสรรคที่ท้าทาย หัวใจที่ตัดสินใจแล้วว่าจะไปให้ถึงเป้าหมายจะหาทางแก้ปัญหา ส่วนหัวใจที่ยังไม่ได้ตัดสินใจจะมองหาทางหนี

ในชั่วขณะที่เรากำลังเพียรพยายามเพื่อผ่านอุปสรรคไปนั้น บางครั้งมันเหนื่อยแล้วก็ท้อ กับการพยายามสปริ้นท์แล้วสปริ้นท์เล่า แต่เป้าหมายก็ไม่ใกล้ขึ้นสักที ในสถานการณ์แบบนั้นมันง่ายมากเลยที่เราจะเผลอถามตัวเองว่า ”เราจะทนต่อไปทำไมนะ?”

จากประสบการณ์ผมในสภาวะแบบนั้นห่วงยางที่จะช่วยผมไว้ ไม่ให้จมน้ำไปในห้วงแห่งความสิ้นหวังมีแค่คอมมิทเม้นท์ที่แข็งแรงและภาพของเป้าหมายที่ชัดเจนเท่านั้น

ถ้าใครเคยล้มเหลวน่าจะรู้ดีว่าไม่มีความรู้สึกใดที่ทำให้เรารู้สึกตัวเล็กลงได้มากเท่ากับความล้มเหลวจากเป้าหมายที่เรากำหนดเองอีกแล้ว ขนาดความพ่ายแพ้ที่เกิดจากการแข่งขันกับคนอื่นยังกล้ำกลืนได้ง่ายกว่าเลย

และเพราะแบบนี้แหละ เพราะความเสี่ยงที่มันมีในทุกสปริ้นท์เทียบกับการลงทุนเล็กน้อยเพื่อให้คอมมิทเม้นท์แข็งแรงขึ้น ผมถึงตัดสินใจเลือกที่จะออกแรงเพิ่มอีกนิดเพื่อให้คอมมิทเม้นท์แข็งแรงขึ้นอีกหน่อย

บทความที่เกี่ยวข้อง

--

--

Photo by Jonathan Borba on Unsplash

เมื่อก่อนเวลาผมออกกำลังกาย แล้วกล้ามเนื้อสั่น ๆ ผมเชื่อมาตลอดว่าผมกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดของร่างกายแล้ว

บ่อยครั้งเวลาออกกำลังกายกับเทรนเนอร์ ช่วงเวลาแบบนี้เทรนเนอร์จะให้กำลังใจไม่หยุด

“ขออีกที ขออีกที อีกครั้ง อีกครั้ง”

บางครั้งเทรนเนอร์ก็จะเอามือมาประคอง เตรียมตัวเผื่อผมทรุดลงไป บางครั้งก็มาออกแรงช่วยยกด้วยนิดหน่อย

สิ่งที่ผมชัดเจนมากคือโมเมนต์แบบนี้แหละ ที่จะทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้นอย่างยิ่งยวดในวันพรุ่งนี้

สิ่งที่ผมไม่ได้รู้มาก่อนคือ ผมเข้าใจผิดว่าโมเมนต์ที่กล้ามเนื้อสั่น ๆ คือผมกำลังขยายขีดจำกัดของร่างกาย แต่จริง ๆ แล้ว เป็นโมเมนต์ที่ผมกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดเดิมที่หายไปของร่างกายต่างหาก

ทุก ๆ คืนที่เรานอน สมองจะมีกระบวนการลดทอนใยประสาทที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ใยประสาทที่จำเป็นมีไม่เยอะเกินไป จะได้ไม่เป็นภาระกับสมอง เราไม่จำเป็นต้องจำได้ว่าสัปดาห์ที่แล้วจอดรถตรงไหน ใยประสาทไปยังกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ก็เช่นกัน

บ่อยครั้งที่เราฝึกฝนตัวเองซ้ำ ๆ แล้วเราก็รู้สึกถึงกล้ามเนื้อที่เราไม่เคยรู้มากก่อนว่ามี เราเริ่มสั่งงานมัดละเอียดเหล่านั้นได้ เป็นเพราะร่างกายเชื่อมใยประสาทไปถึงกล้ามเนื้อเหล่านั้นนั่นเอง แต่พอเราไม่ได้ใช้ ร่างกายก็ค่อย ๆ ลบออกเช่นกัน

เวลาที่กล้ามเนื้อสั่น ๆ คือเวลาที่ร่างกายกำลังเข้าใจใหม่ว่า “อ้าว ใช้อยู่นี่นา” แล้วก็สานใยประสาทกลับไปให้ใหม่ เวลาผมใช้คำว่า “สานกลับไปให้ใหม่” จริง ๆ แล้ว ผมเชื่อว่ามันมีใยประสาทหลงเหลืออยู่ในกล้ามเนื้อเหล่านั้นอยู่แล้ว แค่เส้นทางเชื่อมต่อของใยประสาทเหล่านั้นไม่ถึงเส้นทางหลักไปยังสมองเฉย ๆ

และสิ่งที่ทำให้ผมเชื่อว่ามันเป็นการเชื่อมใหม่มากกว่าการขยายมวลกล้ามเนื้อเพราะ พอผมออกกำลังกายยกถัดไป ผมทำได้เท่าเดิมโดยไม่สั่นแล้ว ราวกับว่าผมมีมวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นกระทันหัน ซึ่งถ้าเอาจริง ๆ แล้ว การเพิ่มมวลกล้ามเนื้อต้องใช้เวลาวันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า ผสมกับโภชนาการที่เหมาะสม ผมไม่คิดว่ามันจะเพิ่มไวในช่วงพักระหว่างเซตออกกำลังกายแค่ 10 นาที ดังนั้น การสรุปว่าผมเข้าถึงมวลกล้ามเนื้อเดิมที่ร่างกายเคยสร้างไว้แล้วเลยสมเกตุสมผลกว่า

ผมได้เรียนเรื่องนี้จากน้องเขยที่เคยทำกายภาพบำบัดเพราะเสียการควบคุมของกล้ามหลังไปครึ่งตัว พอผมเอามาเปรียบเทียบกับประสบการณ์ของตัวเองก็พบว่ามันสอดคล้องกัน

พอรู้แบบนี้ เวลาผมออกกำลังกายแล้วเจอกล้ามเนื้อสั่น ๆ มันเพิ่มกำลังใจที่จะซ้ำอีกซักเซตสองเซต เพื่อย้ำกับร่างกายตัวเองว่า “เออ ใช่ ยังใช้อยู่ คืนนี้ไม่ต้องลบนะ” อย่างไรก็ดี อย่าลืมว่าช่วงเวลาแบบนี้ บางทีกล้ามเนื้อเราก็หมดแรงดื้อ ๆ ได้เหมือนกัน ให้คำนึงถึงความปลอดภัยด้วยนะครับ

เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังพัฒนาตัวเองนะครับ แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ

--

--